วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สาระน่ารู้ : เหตุการ 14 ตุลา วันมหาวิปโยค


สาเหตุ[แก้]

เหตุการณ์เริ่มมาจากการที่จอมพล ถนอม กิตติขจร รัฐประหารตัวเอง ในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 ซึ่งนักศึกษาและประชาชนมองว่า เป็นการสืบทอดอำนาจตนเองจากจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นอกจากนี้ จอมพล ถนอมจะต้องเกษียณอายุราชการเนื่องจากอายุครบ 60 ปี แต่กลับต่ออายุราชการตนเองในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดออกไป ทั้งพลเอก ประภาส จารุเสถียร บุคคลสำคัญในรัฐบาล ที่มิได้รับการยอมรับเหมือนจอมพล ถนอม กลับจะได้รับยศจอมพล และตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ประกอบกับข่าวคราวเรื่องทุจริตในวงราชการ สร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนอย่างมาก

พ.ศ. 2516[แก้]

29 เมษายน พ.ศ. 2516 เฮลิคอปเตอร์ทหารหมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบัติเหตุตกกลางทุ่งนาที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีนักแสดงหญิงชื่อดังในขณะนั้นคือ เมตตา รุ่งรัตน์ โดยสารไปด้วย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6 คน ในซากเฮลิคอปเตอร์นั้นพบซากสัตว์เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นซากกระทิงล่ามาจากทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวน สร้างกระแสไม่พอใจในหมู่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก หลังจากนั้น ปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายน นิสิตนักศึกษากลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติฯ 4 มหาวิทยาลัยได้ออกหนังสือชื่อ "บันทึกลับจากทุ่งใหญ่" จำหน่ายราคา 5 บาท จำนวน 5,000 เล่ม[1] เปิดโปงเกี่ยวกับกรณีนี้ ผลการตอบรับออกมาดีมาก จนขายหมดในเพียงเวลาไม่กี่ชั่วโมง และได้รับการขยายผลโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงในชมรมคนรุ่นใหม่ออกหนังสือชื่อ "มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ" ที่มีเนื้อหาตอนท้ายเสียดสีนายกรัฐมนตรี เป็นผลให้ ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดี สั่งลบชื่อนักศึกษาแกนนำ 9 คนซึ่งเป็นผู้จัดทำหนังสือ ออกจากสถานะนักศึกษา ทำให้เกิดการประท้วงจนนำไปสู่การชุมนุมระหว่างวันที่ 21–27 มิถุนายน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ท้ายสุด ศักดิ์ต้องยอมคืนสถานะนักศึกษาทั้ง 9 คน และศักดิ์ได้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

เริ่มต้นเหตุการณ์[แก้]

6 ตุลาคม มีบุคคลร่วมลงชื่อ 100 คน เพื่อเรียกร้องขอรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยบุคคลหลากหลายอาชีพ เช่น นักวิชาการ นักการเมือง นักคิด นักเขียน นิสิต นักศึกษา เป็นต้น จากนั้น บุคคลเหล่านี้ราว 20 คน นำโดย ธีรยุทธ บุญมี ได้เดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญตามสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เช่น ประตูน้ำ สยามสแควร์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยอ้างถึงใจความในพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 7 ที่ส่งถึงรัฐบาลเกี่ยวกับสาเหตุที่ทรงสละราชสมบัติ แต่ทางตำรวจนครบาลจับได้เพียง 11 คน และจับทั้ง 11 คนนี้ขังไว้ที่โรงเรียนตำรวจนครบาลบางเขน และนำไปขังต่อที่เรือนจำกลางบางเขน พร้อมตั้งข้อหาร้ายแรงว่า เป็นคอมมิวนิสต์ โดยห้ามเยี่ยมห้ามประกันเด็ดขาด จากนั้น ได้มีการประกาศจับก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และตามจับไขแสง สุกใสอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนมอีก เป็นผู้ต้องถูกจับทั้งหมด 13 คน โดยกล่าวหาว่า ไขแสงอยู่เบื้องหลังการแจกใบปลิวครั้งนี้ บุคคลทั้ง 13 นี้ถูกเรียกขานว่าเป็น "13 ขบถรัฐธรรมนูญ" เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความไม่พอใจครั้งใหญ่แก่มวลนักศึกษาและประชาชนอย่างมาก นำไปสู่การชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งขณะนั้นกำลังสอบกลางภาค แต่ทางองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ประกาศและติดป้ายขนาดใหญ่ไว้ว่า "งดสอบ" พร้อมทั้งยื่นคำขาดให้รัฐบาลปล่อยบุคคลทั้ง 13 ก่อนเที่ยงวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม แต่เมื่อถึงเวลาแล้ว รัฐบาลก็หาได้ยอมกระทำไม่
ก่อนหน้านั้น มีนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้เข้าพบ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ณ บ้านพักที่ย่านเอกมัย เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ได้เสนอว่า หากจะจัดการชุมนุม ควรจะจัดในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เพราะจะตรงกับวันที่มีตลาดนัดที่สนามหลวงด้วย จะทำให้ได้แนวร่วมเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก[2]

การจลาจล[แก้]

การเดินขบวนครั้งใหญ่จึงเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ออกไปตามถนนราชดำเนิน สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า มีแกนนำเป็นนักศึกษาและมีประชาชนเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก (คาดการกันว่ามีราว 500,000 คน) ระหว่างนั้น แกนนำนักศึกษาเข้าพบเจรจากับรัฐบาล และบางส่วนเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จนได้ข้อยุติเพียงพอที่จะสลายตัว แต่ด้วยอุปสรรคทางการสื่อสาร และมวลชนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากไม่อาจควบคุมดูแลได้หมด จึงเกิดการปะทะกัน ระหว่างกำลังตำรวจปราบจลาจลกับผู้ชุมนุม ที่บริเวณถนนราชวิถีตัดกับถนนพระราม 5 ช่วงหน้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งเป็นทางที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะใช้เดินทางกลับ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่ยอมให้ผ่าน เมื่อเวลาประมาณ 06:30 นาฬิกา ของวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม โดยการปะทะกันดังกล่าว บานปลายเป็นการจลาจล และลุกลามไปยังท้องสนามหลวง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และถนนราชดำเนินตลอดสาย รวมถึงย่านใกล้เคียง โดยในเวลาบ่าย พบเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่ง บินวนอยู่เหนือเหตุการณ์ และมีการยิงปืนลงมา เพื่อสลายการชุมนุม ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เชื่อว่า บุคคลที่ยิงปืนลงมานั้นคือ พันเอก ณรงค์ กิตติขจร บุตรชายของจอมพล ถนอม และบุตรเขยของจอมพล ประภาส ซึ่งคาดหมายว่าจะสืบทอดอำนาจ ต่อจากจอมพล ถนอม และจอมพล ประภาส
ต่อมาในเวลาหัวค่ำ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประกาศว่า จอมพล ถนอม ขอลาออกจากตำแหน่งแล้ว และมีพระบรมราชโองการ แต่งตั้งสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากนั้นไม่นาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระราชดำรัสทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยด้วยพระองค์เอง แต่เหตุการณ์ยังไม่สงบ กลุ่มทหารเปิดฉากยิงปืนเข้าใส่นักศึกษาและประชาชนอีกครั้ง หลังจากพระราชดำรัสทางโทรทัศน์เพียงหนึ่งชั่วโมง นักศึกษาพยายามพุ่งรถบัสที่ไม่มีคนขับ เข้าใส่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยผู้ชุมนุมนับพันยังไม่วางใจในสถานการณ์ จึงประกาศท้าทายกฎอัยการศึก ในเวลา 22:00 นาฬิกา และประกาศว่าจะปักหลักชุมนุม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตลอดทั้งคืน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ถูกหลอกอีกครั้ง จนกระทั่งในเวลาหัวค่ำของวันที่ 15 ตุลาคม ได้มีประกาศว่า จอมพล ถนอม จอมพล ประภาส และพันเอก ณรงค์ เดินทางออกนอกประเทศแล้ว เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง และวันที่ 16 ตุลาคม ผู้ชุมนุมและประชาชน ต่างพากันช่วยทำความสะอาด พื้นถนนและสถานที่ต่างๆ ซึ่งได้รับความเสียหาย[3]

หลังเหตุการณ์[แก้]

ภายหลังเหตุการณ์นี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและพระบรมวงศานุวงศ์ได้เสด็จเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บตามโรงพยาบาลต่าง ๆ และสำหรับผู้เสียชีวิต ได้พระราชทานเพลิงศพที่ทิศเหนือท้องสนามหลวง และอัฐินำไปลอยอังคารด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา อ่าวไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติให้ก่อสร้าง อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ขึ้นที่ สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง โดยกว่าจะผ่านกระบวนต่าง ๆ และสร้างจนแล้วเสร็จนั้น ต้องใช้เวลาถึง 28 ปี
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประชาชนต่าง ๆ จากหลายภาคส่วน โดยไม่มีนักการเมืองร่วมอยู่ด้วยเลย และใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นที่ร่าง เรียกกันว่า "สภาสนามม้า" นำไปสู่การเลือกตั้งในต้น พ.ศ. 2518 ช่วงนั้นเรียกกันว่าเป็นยุค "ฟ้าสีทองผ่องอำไพ" แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศยังไม่สงบ มีการเรียกร้องและเดินขบวนของกลุ่มชนชั้นต่าง ๆ ในสังคม ประกอบกับสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศรอบด้านจากการรุกคืบของลัทธิคอมมิวนิสต์และผลกระทบจากสงครามเวียดนาม แม้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ นำไปสู่เหตุนองเลือดอีกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ พ.ศ. 2519 คือ เหตุการณ์ 6 ตุลา
นอกจากนี้ เหตุการณ์ 14 ตุลา ยังนับเป็นการลุกฮือของประชาชนครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จในยุคศตวรรษที่ 20 และยังเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ภาคประชาชนในประเทศอื่น ๆ ทำตามในเวลาต่อมา เช่น ที่ เกาหลีใต้ในเหตุการณ์จลาจลที่เมืองกวางจู เป็นต้น[4]
พ.ศ. 2546 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเอกฉันท์กำหนดให้วันที่ 14 ตุลาคมของทุกปีเป็น "วันประชาธิปไตย" เป็นวันสำคัญของชาติ ในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ 30 ปี[5]

รายชื่อ 13 ขบถรัฐธรรมนูญ[แก้]

วิสา คัญทัพ นักศึกษาปี 3 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง




" แตงโม " ตกใจ มือดีสาดน้ำกรดใสรถ





มือเลวสาดน้ำกรดรถพ่อนักแสดงสาว “แตงโม ภัทรธิดา” เจ้าตัวเตรียมเข้าแจ้งความเชื่อสาเหตุมาจากที่ตนไปร่วมชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
       
        เป็นเรื่องจนได้ในส่วนของนักแสดงสาว “แตงโม ภัทรธิดา” หลังในช่วงเวลาประมาณตีหนึ่งครึ่งของคืนที่ผ่านมาในเฟซบุ๊กของ นางวรกร จาติกวณิช ภรรยา “กรณ์ จาติกวณิช” ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้โพสต์ภาพรถยนต์สีขาวคันหนึ่งที่มีสภาพสีถลอกบริเวณกระโปรงด้านหน้า พร้อมข้อความว่า...“ณชถูกทำร้าย…รถแตงโมถูกราดน้ำกรด.. เรื่องส่วนตัวอีกมั้งคะ คุณตำรวจ ? แต่จะด่วนสรุปกันไปเองว่าเป็นเรื่องอะไรก็ตาม หน้าที่คุณไม่ได้จบลงตรงนั้น ถ้าจับคนร้ายไม่ได้ คนเขาก็คงคิดกันไปเองเหมือนกันว่าพวกเดียวกันเลยไม่จับ”
       
        โดยเรื่องดังกล่าวก็ทำเอาหลายคนเข้าใจว่า “แตงโม” ที่ว่านั้นจะเป็นนักแสดงสาว “แตงโม ภัทรธิดา” ที่ได้ไปร่วมชุมนุมและขึ้นเวทีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั่นเอง ทำให้หลายต่อหลายคนพากันเข้าไปให้กำลังใจเจ้าตัวมากมาย ขณะที่ในส่วนของอินสตาแกรมของสาวแตงโมเองนั้นก็ไม่ได้มีการยืนยันถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด หากแต่เจ้าตัวได้โพสต์ข้อความว่า...
       
        “หลากหลายนัก “มนุษย์” เข้าใจก็อยู่รวมกันได้ แต่ความเข้าใจของคนรอบข้างนั้นคือปลายเหตุ ต้นเหตุคือทำอย่างไรที่จะอยู่รวมกับผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นสุข จิตสำนึกดี มีจริยธรรม นั้นสำคัญ ใครไม่เคยสัมผัส จิตใจจะหยาบกร้าน มักจะแสดงออกถึงสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ และหลบซ่อนตัวอยู่ตามซอกหลืบ ความมืด หรือหนีออกนอกสังคม แต่จิตใจยังคงอยู่ที่เดิม ด้วยความทุกข์ทรมาน เพราะเปิดเผย หรือยืนในสังคมอย่างเต็มตัวไม่ได้ คนเช่นนี้น่าสงสารนัก ส่วนคนดี อยู่ที่ไหนก็ดี เพราะมีจิตใจรู้อภัยติดตัว บุญบารมีก็มักจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ในทุกที่ทุกนาทีที่ใช้ชีวิต เมื่อเจอมาร พาลแต่จะมีคนช่วยเหลือ สำคัญที่จะรักษาความดี ไม่เหลิงลมได้อย่างไร และได้นานแค่ไหน ขอทุกคนจงประเมินตัว มองให้เห็นตัวเอง และรักษาความดี....ราตรีสวัสดิ์”
       
        อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าที่ผ่านมาทางนักแสดงสาวก็ออกมาเปิดเผยว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง โดยรถคันที่ว่านั้นเป็นของพ่อตนเองที่จอดไว้หน้าบ้านย่านเรียบทางด่วนรามอินทรา ซึ่งตนได้ติดต่อขอดูกล้องวงจรปิดเพื่อหาตัวคนร้ายแล้ว รวมถึงในวันนี้ก็จะได้ไปแจ้งความต่อไป ส่วนสาเหตุนั้นที่ผ่านมาตนไม่ได้มีความขัดแย้งกับใครในเรื่องส่วนตัว จึงคาดว่าน่าจะมาจากการที่ตนไปเข้าร่วมการชุมนุมและขึ้นเวทีบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมานั่นเอง
       
        ทั้งนี้นอกจากสาวแตงโม แล้วที่ผ่านมาในส่วนของคนบันเทิงที่ได้พากันออกมาแสดงตัว-แสดงจุดยืนคัดค้านไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อฟอกผิดให้กับอดีตนายกฯของไทย “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ตอนนี้กำลังหลบหนีคดีคอร์รัปชันอยู่ในต่างแดนนั้นต่างก็มีมากมายหลายคน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ หน่อย บุษกร วงศ์พัวพัน, นก สินจัย เปล่งพานิช, หนุ่ม อรรถพร ธีมากร, หมอก้อง สรวิชญ์ สุบุญ, พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร, สมรักษ์ ณรงค์วิชัย รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายผลิตรายการช่อง 3, คฑาหัสต์ บุษปะเกศ นักเขียนบทละครโทรทัศน์ชื่อดัง
       
        นักแต่งเพลงคนดัง บอย โกสิยพงษ์, ดี้ นิติพงษ์ รวมไปถึง แทค ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม, โมเม นภัสสร บูรณศิริ, อี๊ด วงฟลาย, เต๊ะ ศตวรรษ, หยวน นิธิชัย ยศอมรสุนทร, โตโน่ ภาคิน, ตลกหยอง ลูกหยี, หงา คาราวาน, บอย ถกลเกียรติ, นพพล โกมารชุน, ปรียานุช ปานประดับ, แหม่ม จินตหรา, อ๊อฟ พงษ์พัฒน์, ต่าย เพ็ญพักตร์, ผอูน จันทรศิริ, แบงค์ กฤษฎี, หมู กลศ อัทธเสรี, โจ้ สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา, อุ๊ หฤทัย, โก้ มิสเตอร์แซ็กแมน และอีกหลายต่อหลายคน

ม็อบ คปท. บุกเป่านกหวีดพรรคเพื่อไทย



วันนี้(22 พ.ย.) หลังจากที่ ได้เดินเท้าไปที่ ทำเนียบรัฐบาลยื่นหนังสือให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ยุติการบริหารกิจการบ้านเมือง รวมทั้งคณะรัฐมนตรีด้วย เนื่องจากตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่รัฐบาลทำงานมานั้น ทำให้เกิดปัญหาทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนตกต่ำ อีกทั้งจงใจตรากฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง จึงขอให้นายกรัฐมนตรีและ ครม.ยุติการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป 
ล่าสุดม็อบ คปท. ได้นำมวลชนปิดถนนหน้าพรรคเพื่อไทยเป่านกหวีด พร้อมทั้งผูกโบว์ดำ และติดป้าย ที่หน้าพรรค เพื่อไทย บอกไม่เอารัฐบาล .!! หลังจากทำกิจกรรมเสร็จ  ม็อบ คปท. เตรียมเคลื่อนขบวนออกจากพรรคเพื่อไทย ไปอีกที่หนึ่งเพื่อยกระดับการชัมนุมขับไล่รัฐบาล แต่ยังไม่แจ้งสถานที่