วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

" การติดอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดสมาธิสั้นและภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น "

การติดอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดสมาธิสั้นและภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น


 



การศึกษาใหม่ อ้างว่า : การทำให้เกิดสมาธิสั้นและภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น
การติดอินเทอร์เน็ตเป็นจุดอ่อนของเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาภาวะด้านอารมณ์ จากการสำรวจครั้งใหม่ นักเรียนเกรด 7 ของประเทศไต้หวัน มีความประพฤติหรือแนวโน้มที่จะติดอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 หรือ 2,293 ราย
นักวิจัยประเทศไต้หวัน ติดตามผลของเด็กในระยะเวลา 2 ปี พบว่า เด็กที่มีสมาธิสั้นและก้าวร้าวสามารถติดอินเทอร์เน็ตได้ง่ายกว่าเด็กที่ชอบใช้พลังงาน วิ่ง เล่น รวมถึงพวกที่ไม่นิยมออนไลน์
ในเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะเด็กที่ขี้อาย หรือหวาดกลัวสังคมจะทำให้ติดอินเทอร์เน็ตเพิ่มง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม เด็กผู้ชายจะมีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กผู้หญิง ถ้าพวกเด็กๆ ใช้อินเตอร์เน็ตเกินกว่า 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
แถบเอเชียมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่าสหรัฐอเมริกา โลกอินเทอร์เน็ตกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ ในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว สังคมเราควรจะเริ่มต้นทำอะไรจริงจังกับเรื่องนี้ แทนที่จะปล่อยให้อินเทอร์เน็ตกลายมาเป็น พี่เลี้ยงเด็กในรุ่นนี้ต่อไป

                                        

การศึกษา : "โรคคลั่ง-ดิจิตอล" เป็นอุปสรรคต่อทักษะทางสังคมของเยาวชน

FaceTime
 โปรแกรมแอปเปิ้ล วิดีโอแชท, ไม่ได้เป็นตัวแทนของการโต้ตอบของมนุษย์เท่านั้น โดยเฉพาะ เยาวชนตามหลักสูตรการศึกษาใหม่ หญิงวัยรุ่นที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ <ช่วงกลางวัน> หมดไปกับ YouTube, Facebook, โทรทัศน์ และ Text การส่งข้อความ มีแนวโน้มที่จะพัฒนาปัญหาทางสังคมเพิ่มขึ้น
งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนท์ฟอร์ด มีการสำรวจของอาสาสมัครผู้หญิงอเมริกัน 3,461 คน ผลที่ได้ คือ หญิงสาวที่มีอายุระหว่าง 8 ถึง 12 เป็นกลุ่มที่ใช้เวลามากที่สุดในที่สามารถทำงานหลายอย่างหรือใช้สื่อดิจิตอล อาทิ อุปกรณ์ดิจิตอลต่างๆ การสื่อสารออนไลน์ หรือ ดูวิดีโอที่ไม่มีสาระมากนัก ไปพร้อมๆกันได้

แม้ว่าการศึกษาครั้งนี้ จะเป็นการศึกษาโดยเฉพาะผู้หญิงที่ตอบสนอง ต่อการสํารวจในการค้นพบจาก "นิตยสารหญิง" แต่ก็มีความเห็นว่าผลที่ได้ควรจะนำไปใช้กับเด็กผู้ชายด้วย นาย คริปฟอร์ด เนสส์ ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัย สแตนท์ฟอร์ด ด้านการสื่อสาร ที่ทำงานในการศึกษาใหม่ กล่าวว่า "การพัฒนาทางอารมณ์ ของเด็กผู้ชาย เป็นเรื่องยากมากในการวิเคราะห์ เพราะการพัฒนาทางสังคม เพศชายจะแตกต่างกัน, กว้างขวางและในช่วงเวลาที่นานกว่า "
"ไม่มีใครเคยมองจุดนี้ ซึ่งน่าตกใจต่อเราซึ่งเป็นกลุ่มผู้ชาย" มาก เนสส์ กล่าวว่า : "เด็กต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอารมณ์และวิธีที่พวกเขาต้องทำนั้นคือ การให้ความสนใจกับคนอื่น ๆ และจะต้องมองพวกเขาเข้าไปในสายตา."

การแก้ไขสำหรับปรากฏการณ์ คลั่ง- ดิจิตอล สำหรับเด็กคือ ต้องใช้เวลาพูดคุยโต้ตอบแบบ ตัวต่อตัวกับคนอื่นๆ การศึกษาใหม่พบว่า : กลุ่มวัยรุ่นในการศึกษาที่ประจำอยู่ได้พูดคุยกับเพื่อนและครอบครัวบ่อยๆ มีโอกาสน้อยที่จะแสดงปัญหาสังคม แต่หาก "คุณหลบหนีการสื่อสารแบบตัวต่อตัว, คุณไม่ได้เรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่คุณต้องเรียนรู้" เนสส์ กล่าวว่า : "คุณต้องเรียนรู้ทักษะทางสังคม. คุณต้องเรียนรู้เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก."

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนท์ฟอร์ด ยังไม่สามารถที่จะกำหนดจำนวนชั่วโมงที่เหมาะสม ซึ่งเด็กควรจะใช้เวลาสนทนาต่อสัปดาห์ เนสส์กล่าวว่า : ทักษะทางสังคมมักจะเรียนรู้เฉพาะเมื่อเด็กมีส่วนร่วมและการติดต่อ ,มองตากันและกันมากกว่า ที่เล่นกับ iPod ได้ในระหว่างการสนทนา FaceTime และ Skype จะไม่สามารถแทนที่ได้กับ การแสดงอากัปกิริยาบนใบหน้าที่แท้จริง เพราะมีการสำรวจอื่น ๆ พบว่าผู้คนมีแนวโน้มที่จะทำงานหลากหลายอย่างในขณะที่อยู่ในการสนทนานั้น เนสส์กล่าว
เนสส์ เรียกตนเองว่าเป็นนักเทคโนโลยี มา25 ปี เป็นที่ปรึกษากับหลาย บริษัท อิเล็กทรอนิกส์ ที่สำคัญรวมทั้ง Google และ Microsoft เขากล่าวว่าเขาไม่พอใจกับสถานการณ์นี้อย่างมาก

ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนสส์ ทำงานเกี่ยวกับการศึกษา : เกี่ยวกับวิธีการทำงานแบบ "หลายอย่างในเวลาเดียวกัน" ยังส่งผลกระทบต่อผู้ใหญ่ เขาพบว่าการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ประสบปัญหาอย่างมากกับความรู้ความเข้าใจ เช่นความยากลำบากในการมุ่งเน้น และการจดจำ เป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างยิ่งที่ทำเป็นเล่นกับกิจกรรมต่างๆ กับทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง ต่อชีวิตการทำงานของมุนษย์มากกว่าผู้ที่ใช้เวลาน้อยกว่าในการทำอะไรน้อยอย่าง


วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

" นายกฯ ประกาศยุบสภา - ลาออก "


ด่วน!!! " นายกฯยิ่งลักษณ์ " ประกาศยุบสภา ขอคืนอำนาจให้ประชาชน ตัดสิน 









8.40 น.นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านทีวีพูลประกาศยุบสภาแล้วเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยให้ประชาชนตัดสินใจเลือกผู้แทนของตนเองตามวิถีทางประชาธิปไตย และเป็นวิธีที่ยอมรับของนานาประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะรักษาการตามรัฐธรรมนูญจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่และมีรัฐบาลชุดใหม่
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ระบุว่า จากการหารือและรับฟังข้อคิดเห็นของทุกภาคส่วนแล้ว จึงได้ตัดสินใจขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ด้วยเหตุผลดังนี้

1.การยุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นกระบวนการปกติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ดังที่ปรากฏอยู่ในหลายประเทศที่ใช้ระบอบนี้ ซึ่งประเทศไทยได้ยึดถือธรรมเนียมการปฏิบัติดังกล่าวมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ บัญญัติรองรับการยุบสภาผู้แทนราษฎรไว้ และได้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วหลายครั้ง เช่น เมื่อ พ.ศ.2539 พ.ศ. 2543 พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2554

2. ตามที่รัฐบาลได้เข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่เมื่อวันที่ โดยมีภารกิจสำคัญในการแก้ไขวิกฤติการณ์ภายในประเทศหลายประการ ทั้งในเรื่องของมหาอุทกภัย ผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน รวมทั้งการฟื้นฟูประชาธิปไตยในประเทศ การพยายามสร้างความปรองดอง ตลอดจนฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดความมั่นใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งรัฐบาลก็ได้ดำเนินการอย่างสุดความสามารถ แก้ปัญหาต่างๆจนลุล่วงไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ตาม ในประเด็นด้านความขัดแย้งทางการเมืองนั้น ยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง และถึงแม้รัฐบาลจะพยายามที่จะสร้างความเข้าใจอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเสนอแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเปิดเวทีปฏิรูปการเมือง หรือการทำประชามติ ก็ยังมีผู้ที่เห็นต่างและคัดค้าน ซึ่งรัฐบาลก็พร้อมที่จะรับฟัง หากการคัดค้านนั้นเป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา แต่ปรากฏว่ามีผู้คัดค้านจำนวนหนึ่งรวมทั้งสมาชิกพรรคฝ่ายค้านกลับเลือกที่จะใช้วิถีทางการชุมนุมต่อต้านนอกเวทีรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลก็ได้ดำเนินการบริหารการชุมนุมอย่างละมุนละม่อม และ ด้วยท่าทีที่ประนีประนอม อันเป็นการเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นมาโดยตลอด และเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้ประเทศและคนไทยต้องมีการสูญเสียอีก ด้วยประเทศไทยเจ็บปวดมามากพอแล้ว แต่สถานการณ์ในวันนี้ รัฐบาลได้คำนึงถึงแนวคิดที่แตกต่าง และต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนจำนวนมาก ดังนั้น รัฐบาลจึงเห็นว่าภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เมื่อถึงจุดที่ความคิดขัดแย้งอาจนำไปสู่ความแตกแยกของคนในชาติ และมีความรุนแรงจนอาจเกิดความสูญเสียขึ้น การคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินด้วยการยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เป็นวิถีทางที่เป็นไปตามหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า คนส่วนใหญ่ต้องการแนวทางใด และจะให้ใครมาบริหารประเทศตามแนวทางนั้น รัฐบาลใคร่ขอเชิญชวนให้ทุกกลุ่ม ทุกพรรคการเมืองที่มีความคิดเห็นแตกต่างหลากหลาย ใช้เวทีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย เป็นที่นำเสนอทางเลือกต่างๆให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

3.เมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะย่อมพ้นจากตำแหน่งไปด้วยตาม มาตรา 180(2) แต่ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ซึ่งกำหนดไว้ด้วยว่า คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดในมาตราดังกล่าว

4.ขอให้ประชาชนทั้งหลายให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ซึ่งจะได้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้งถึงการกำหนดวันเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ รัฐบาลขอให้ประชาชนทำหน้าที่และใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยความพร้อมเพรียง ใส่ใจ และรอบคอบ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมที่สุด ซึ่งจะเป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองโดยสันติตามวิถีทาง
รัฐธรรมนูญ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย







วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

" เกาะติดม็อบ มวลชล 8 เส้นทาง บุก บชน.-สถานีทีวี "

                           เกาะติดม็อบ มวลชล 8 เส้นทาง บุก บชน.-สถานีทีวี



(1 ธ.ค.) ความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) มีการประกาศเดินขบวนปิดล้อมสถานที่ราชการและสถานที่สำคัญใน 8 เส้นทาง ท่ามกลางกลุ่มผู้ชุมนุมที่ทยอยกันมาสมทบกันอย่างคึกคักสธ. สรุปเหตุชุมนุมการเมือง ยอดเจ็บล่าสุด 68 ราย เสียชีวิต 3 ราย นอน ร.พ. 17 ราย แนะผู้สัมผัสแก๊สน้ำตา รีบออกจากพื้นที่ และล้างร่างกายที่สัมผัสสารเคมีด้วยน้ำสะอาด

น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงยอดผู้บาดเจ็บสะสมล่าสุด ณ เวลา 15.00 น. วันนี้ (1 ธันวาคม 2556) มีทั้งหมด 68 ราย เสียชีวิต 3 ราย ขณะนี้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลรวม 17 ราย ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลเปาโล โรงพยาบาลโชคชัย โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี โดยผู้บาดเจ็บในวันนี้มี 23 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตา
ส่วนด้านการดูแลผู้บาดเจ็บที่สัมผัสแก๊สน้ำตาเบื้องต้น คือ การหลีกเลี่ยงและออกจากสถานที่ ที่มีแก๊สน้ำตานั้น ไปบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทที่สะดวกและมีลมพัด ให้สารเคมีนั้นกระจายออกไป ถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออก และใส่ไว้ในถุงที่ปิดมิดชิด ร่างกายที่โดนแก๊สน้ำตาล้างด้วยน้ำสะอาด โดยพยายามอย่าให้เสื้อผ้าเปียก เพราะสารเคมีจะละลายติดตามร่างกายได้ ในกรณีที่สารเคมีเข้าตาอาจจะใช้น้ำเกลือเจือจางล้างออกแล้วรีบไปพบแพทย์
ทั้งนี้ อย่าใส่คอนแทคเลนส์เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงใช้แก๊สน้ำตา เพราะถ้าสารเคมีเข้าไปอยู่ในช่องว่างระหว่างดวงตากับคอนแทคเลนส์ จะก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่าหยิบลูกกระสุนหรือกระป๋องแก๊สน้ำตาชนิดขว้างที่ยังไม่ระเบิดขึ้นม าเพราะถ้าลูกกระสุนแก๊สน้ำตาระเบิดออกในมือจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ เคลื่อนตัวไปอยู่เหนือลม ปกป้องดวงตาด้วยการสวมแว่นตาว่ายน้ำ หรือแว่นประเภทอื่น ๆ ที่อากาศไม่สามารถเข้าได้ เตรียมผ้าชุบน้ำมะนาว
22.23 น. โฆษก ศอ.รส.ย้ำอีกครั้งขอความร่วมมือออกนอกบ้าน 22.00-05.00 น.ไม่ใช่เคอร์ฟิว แต่เพื่อความสะดวกในการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่
22.16 น.โฆษก ศอ.รส.แถลง มีการยึดรถควบคุมผู้ต้องหาของตำรวจ 2 คัน ขอให้ประชาชนแจ้งเบาะแส เกรงจะนำไปสร้างสถานการณ์ แจ้ง 1599
22.13 น. ศอ.รส.แถลงเริ่มจากรายงานยอดชุมนุมภาพรวม 7 หมื่นคน ที่สะพานชมัยมรุเชษฐ์ ยังมีความพยายามฝ่าเข้าไป
21.37 น. "สุเทพ" แถลงการณ์ครั้งที่ 2 บอกไปเจรจากับนายกฯยิ่งลักษณ์ โดยมี ต่อหน้า ผบ.ทบ., ผบ.ทอ., ผบ.ทร. เป็นตัวกลาง เมื่อ 1 ชม.ที่ผ่านมา
21.25 น. หมวดเจี๊ยบ ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต ออกช่อง 11 ขอให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน
21.20 น. แยกพล 1 มีเสียงดังคล้ายปืนมีแก๊สน้ำตา แกนนำประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมนั่งลงอย่าตื่นตกใจ





20.30 น. ปะทะอีกระลอก ที่แยกพาณิชย์การ มีการยิงแก๊สน้ำตา แกนนำพยายามให้มวลชนกลับมาในแนวตั้งรับ
19.48 น. ถนอม อ่อนเกตุพล แกนนำขอมติมวลชนประกาศยุติการชุมนุมหลังช่อง 9 นำเทปแถลงการณ์ กปปส ฉ.1ออกอากาศฉบับเต็ม
19.13 น. ศอ.รส. ประกาศตั้งแต่ 22.00 - 05.00 น. ถ้าไม่มีความจำเป็นอย่าออกจากบ้าน เพื่อความปลอดภัย
18.00 น. เกิดการยิงแก๊สน้ำตาออกมาจากแนวป้องกันทำเนียบ ด้านสะพานชมัยมรุเชษฐ์ แต่แกนนำยังให้มวลชนเดินหน้า ทั้งที่บรรยากาศทั่วไปเริ่มมืดค่ำแล้ว
 17.30 น. ผู้สื่อช่อง 3 รายงาน พบโครงกระดูกบริเวณทางขึ้นชั้น 2 ของรถบัสที่ถูกเผา บริเวณถนนรามคำแหง โดยถูกพบหลังจากเจ้าหน้าที่เข้าไปทำการดับเพลิง
17.00 น. บริเวณแยกวัดเบญฯ เจ้าหน้าที่ยังคงใช้แก๊สน้ำตาสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมที่พยายามทลายแบริเอร์อย่างต่อเนื่อง

                              

16.54 น. แกนนำมวลชนหน้า อสมท.เรียกร้องผู้บริหารแจงเหตุตัดสัญญาณถ่ายทอดแถลงการณ์ กปปส. กลางคันประกาศไม่แจงไม่กลับ จ่อปักหลัก
16.50 น. ผู้สื่อข่าวช่อง 3 รายงานว่า บริเวณจากสะพานชมัยมุเชฐไปจนถึงแยกวัดเบญฯ ไฟฟ้าถูกตัดทั้งหมดแล้ว รวมถึงภายในทำเนียบรัฐบาลด้วย
16.34 น. สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้แถลงการณ์จากเวทีศูนย์ราชการ ขอให้สถานีโทรทัศน์ทุกช่องงดอากาศข่าวจากรัฐบาล ที่สร้างความสับสนแก่ประชาชน พร้อมประกาศให้วันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.) เป็นวันหยุดราชการ ตามอารยะขัดขืน
16.24 น. กลุ่มมวลชนนำเชือกมามัดบังเกอร์หลายรอบ ก่อนจะใช้กำลังชักเย่อหมู่ เพื่อทลายแนวกำบัง ขณะที่ จนท.ใช้น้ำผสมสารเคมีสีม่วงฉีดใส่ผู้ชุมนุม


                       
16.22 น. เวทีศูนย์ราชการ ได้ตั้งรับคำประกาศขอพื้นที่คืน เตรียมน้ำ-ผ้า ขณะที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ รอแถลงการณ์
16.15 น. เวทีกระทรวงการคลังลิงค์เวทีราชดำเนินประกาศระดมมวลชนสมทบกระทรวงการคลัง ให้นำรถขวางตำรวจเข้าพื้นที่ ทั้งนี้มวลชนอีกส่วนเดินเท้ามาเสริมกำลังที่กระทรวงการคลัง
15.51 น. พบรถบัสโดยสาร 2 ชั้น ไฟไหม้เผาอยู่บริเวณถนนรามคำแหง
15.42 น. ช่อง 3 รายงานว่า บริเวณหน้าปาก ซ.มหาดไทย ย่านรามคำแหง ยังมีเสียงระเบิดปิงปอง จากกลุ่มกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ก่อนจะพบกลุ่มควันไฟจำนวนมาก

                    

15.25 น. ศอ.รส.แถลงด่วน ส่งกำลังขอคืนพื้นที่ ศูนย์ราชการ และ กระทรวงการคลัง ยืนยันทำตามหลัก ประสาน กสทช.ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ชุมนุมที่บุกควบคุมสถานีโทรทัศน์
15.02 น. กลุ่มผู้ชุมนุมตั้งขบวนหน้า ก.ต่างประเทศ เพื่อไปก.คลัง หลังมีข่าวตำรวจเตรียมสลายการชุมนุม โดยมวลชนบางส่วนยังอยู่หน้า ก.ต่างประเทศ
15.00 น. เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน หรือ อส. ทยอยเดินเท้าออกจากพื้นที่กระทรวงมหาดไทย กลุ่มผู้ชุมนุมปรบมือให้เป็นทางยาว

                    

14.50 น. ศอ.รส. ประกาศ จะนำกองกำลังควบคุมฝูงชนขอคืนพื้นที่ ศูนย์ราชการและกระทรวงการคลัง เวลานี้.. ยืนยันปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมาย
14.45 น. สาธิต วงศ์หนองเตย ประกาศจะชุมนุมต่อไปอย่างสันติ หลังกระจายชุมนุมไปสถานที่ต่างๆ แต่รัฐบาลยังไม่ยอมไป คืนนี้ "สุเทพ" เตรียมแถลงข่าวสำคัญ
14.24 น. สถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีทุกช่อง ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 11 และ ไทยพีบีเอส ยอมโยงเกี่ยวสัญญาณถ่ายทอด กปปส.แถลงการณ์ ช่วงเย็นวันนี้ ผู้ชุมนุมยังคงปักหลักอยู่
14.10 น. กลุ่มผู้ชุมนุมทำลายแบริเออร์ที่สะพานชมัยมรุเชฐ ได้แล้ว หลัง ผบ.ทบ.สั่งตำรวจไม่ให้ใช้แก๊สน้ำตาแล้ว

                   
13.52 น. พุฒิพงศ์ แกนนำ กปปส. ประกาศกับมวลชนที่หน้า สตช. ว่าจะปักหลักชุมนุมหน้าสตช.จนกว่าจะได้รบชัยชนะ ส่วน ศอ.รส.ประชุมอยู่ด้านใน สตช.
13.45 น. กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. เดินทางถึงอาคารมาลีนนท์ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นางทยา ทีปสุวรร ได้เข้าเจรจา ทางผู้บริหารอนุญาตให้โยงเกี่ยวสัญญาณถ่ายทอดสด

                      


13.38 น. ตำรวจยิงแก๊สน้ำตามาตกถึงหน้ารถปราศรัย ผชน.ถอยร่นมาอยู่หน้าสโมสร ทบ.เทเวศร์
13.34 น. กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ถึงสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 แล้ว โดยมีนายสมจิต ชินสมบูรณ์ ผช.กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.อสมท.เป็นตัวแทนเจรจากับผู้ชุมนุม
13.30 น. ศอ.รส.ได้ส่งกำลังทหารไม่ติดอาวุธ พร้อมรถบัส เข้าไปช่วยเหลือนักศึกษากว่า 3,000 คนที่ยังติดค้างอยู่ในมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยได้ลำเลียงส่งไปยังโรงเรียนวัดพระรามเก้า
13.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ต่อสายตรงขอให้ตำรวจหยุดยิงแก๊สน้ำตาและให้ผู้ชุมนุมหยุดลุกฮือ หยุดเผชิญหน้ากันระหว่างตำรวจกับประชาชน
13.02 น. แกนนำผู้ชุมนุมได้เข้าเจรจากับผู้บริหารช่อง 7 สี เพื่อขอเกี่ยวโยงสัญญาณถ่ายทอดสดแถลงการณ์ กปปส.ช่วงบ่ายวันนี้ ทางผู้บริหารอนุญาตให้โยงเกี่ยวสัญญาณถ่ายทอดสด
12.44 น. บริเวณแยกวัดเบญจมบพิตรฯ เริ่มเกิดการปะทะ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาอีกหนึ่งจุด
12.05 น. ศอ.รส. ยังแถลงอีกว่า การใช้แก๊สน้ำตาเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อรักษาสถานที่ ถ้าปีนเข้าไปในสถานที่ราชการ ก็จะดำเนินการตามหลักสากล
12.00 น. ศอ.รส.แถลงข่าวระบุว่า ขณะนำรถโดยสารเข้าไปรับนักศึกษาที่ติดอยู่ภายในมหาวิทยาลัย ปรากฏว่ามีผู้ไม่หวังดีไม่ทราบกลุ่ม เผายางรถยนต์ขวางเส้นทาง ทำให้ยังไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือนักศึกษาออกมาได้
11.45 น. เจ้าหน้าที่ยิงแก๊สน้ำตา อย่างน้อย 5 ลูก เพื่อสกัด กลุ่ม กปปส.ที่พยายามพังแนวแบริเออร์ บริเวณแยกพล 1 เพื่อจะบุกเข้า บชน.
11.43 น. การเจรจาระหว่าง นายสกลธี กับ รอง ผอ.ThaiPBS ได้ลุล่วงแล้ว รับปากจะโยงสัญญาณแถลงสดในช่วงบ่ายจากช่องบลูสกาย แต่ขออย่าคุกคามพนักงานและทำลายทรัพย์สิน ขณะที่ภาพหน้าจอช่อง ThaiPBS กลับมาดำเนินรายการได้ปกติ
11.30 น. บริเวณทำเนียบรัฐบาล แยกพาณิชย์การ ถนนพิษณุโลก เจ้าหน้าที่เริ่มใช้แก๊สน้ำตา อย่างน้อย 3 ลูก เพื่อขู่ให้กลุ่มผู้ชุมนุม คปท.ถอยออกห่างจากแนวป้องกัน
10.58 น. ผู้บริหารสยามพารากอน แจ้งว่า สยามพารากอน ปิดให้บริการ 1 วัน เนื่องจากมีการปิดถนนพระราม 1
10.54 น. นายสกลธี ภัททิยะกุล ตัวแทนกลุ่ม กปปส. ได้นำมวลชนบุกไปที่ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อขออนุญาตควบคุมการออกอากาศ
10.58 น. ผู้บริหารสยามพารากอน แจ้งว่า สยามพารากอน ปิดให้บริการ 1 วัน เนื่องจากมีการปิดถนนพระราม 1
10.54 น. นายสกลธี ภัททิยะกุล ตัวแทนกลุ่ม กปปส. ได้นำมวลชนบุกไปที่ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อขออนุญาตควบคุมการออกอากาศ
10.50 น. กลุ่มผู้ชุมมนุมได่เริ่มเคลื่อนขบวนออกจากพื้นที่ชุมนุม ร่วมขบวนทั้ง 8 เส้นทางไปตามสถานที่ต่างๆ
10.40 น. กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. เวทีศูนย์ราชการฯ ได้นำขบวนมาถึงถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อกระจายไปตามจุดต่างๆ โดยหลักๆ จะไปที่กระทรวงพาณิชย์
10.30 น. นายสาทิตย์ วงษ์หนองเตย แกนนำ กลุ่ม กปปส. ได้ประกาศบนเวทีราชดำเนิน ถึงแนวทางการเคลื่อนที่ของกลุ่มมวลมหาประชาชน ไปยังสถานที่ต่างๆ ตามปฏิบัติการอารยะ ของกลุ่ม โดยแบ่งทั้งหมด 8 ขบวนด้วยกัน ได้แก่ 
ขบวนที่ 1 กองบัญชาการตำรวจนครบาล นำโดย ลูกหมี-ชุมพล จุลใส
ขบวนที่ 2 กระทรวงมหาดไทย นำโดย นายคมสัน ทองศิริ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
ขบวนที่ 3 กระทรวงแรงงาน นำโดย นายอิสสระ สมชัย
ขบวนที่ 4 สถานีโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 3 นำโดย นางทยา ทีปสุวรรณ
ขบวนที่ 5 สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 นำโดย น.ส. จิตตภัสร์ ภิรมย์ภักดี
ขบวนที่ 6 สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 7 นำโดย นายณัฐพล ทีปสุวรรณ
ขบวนที่ 7 สถานีโทรทัศน์ อสมท. ช่อง 9 นำโดย นายถนอม อ่อนเกตุพล
ขบวนที่ 8 สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 นำโดย นายถาวร เสนเนียม

                        


                       



                    

วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556

"เนลสัน แมนเดลา อดีตผู้นำแอฟริกาใต้ ถึงแก่อสัญกรรม"


เนลสัน แมนเดลา อดีตผู้นำแอฟริกาใต้ ถึงแก่อสัญกรรม


เนลสัน แมนเดลา อดีตผู้นำแอฟริกาใต้ ถึงแก่อสัญกรรม




เศร้า!แมนเดลาอดีตผู้นำแอฟริกาใต้ถึงแก่อสัญกรรม (ไอเอ็นเอ็น)
ภาพประกอบจาก RODGER BOSCH / AFP
 
            เนลสัน แมนเดลา ฮีโร่แห่งแอฟริกันชน นักสู้ผู้ต่อต้านการเหยียดผิว ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ ด้วยวัย 95 ปี หลังจากต่อสู้กับปัญหาสุขภาพมาอย่างยาวนาน

            เป็นข่าวเศร้าไปทั่วโลก ในช่วงเวลา 04.45 น. วันที่ 6 ธันวาคม 2556 ตามเวลาประเทศไทย หลังจากมีรายงานออกมาจากปากของ จาค็อบ ซูมา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ว่า "เนลสัน แมนเดลา"อดีตสุดยอดผู้นำ นักสู้ผู้ต่อต้านการเหยียดผิวแห่งแอฟริกันชน ถึงแก่อสัญกรรมลงอย่างสงบแล้วด้วยวัย 95 ปี หลังจากที่ต้องต่อสู้กับโรคร้ายที่รุมเร้ามาอย่างยาวนาน

            โดยทาง จาค็อบ ซูมา ผู้นำแอฟริกาใต้คนปัจจุบัน เผยว่า "เนลสัน ได้หลับพักผ่อนสบายแล้ว ส่วนลูก ๆ ท่านนั้นเสียใจเป็นอย่างมาก ที่สูญเสียคุณพ่อไป รวมทั้งประชาชนก็เสียใจเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ เนลสัน ได้ทำสิ่งที่โลกต้องจารึกไว้อย่างยิ่งใหญ่ เชื่อว่าโลกจะจดจำคนอย่าง เนลสัน ไปอีกนานแสนนาน"

            ทั้งนี้ ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ สั่งให้ลดธงลงครึ่งเสา เพื่อแสดงความไว้อาลัย

            ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบามา ได้แถลงการณ์ แสดงความเสียใจกับการจากไปของยอดผู้นำ วัย 95 ปี เช่นกัน

            สำหรับ เนลสัน แมนเดลา เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1918 ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ในช่วงปี ค.ศ. 1994-1999 เป็นที่รู้จักกันทั้งในและนอกประเทศในฐานะที่เคยเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านนโยบายแยกคนต่างผิวออกจากกันในแอฟริกาใต้ จากที่แรกเริ่มเป็นผู้เคลื่อนไหวในทางสันติ ได้กลายมาเป็นผู้นำกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของพรรคสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา เขาถูกจำคุกเป็นเวลาทั้งสิ้น 27 ปี โดยตอนหลังกลายมาเป็นกรณีตัวอย่างของความอยุติธรรมของนโยบายแยกคนต่างผิว ซึ่งต่อมาได้รับการปล่อยตัวในปี 1990

            เนลสัน แมนเดลา เป็นที่ยกย่องอย่างสูงภายในประเทศแอฟริกาใต้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส ชาวแอฟริกันจะขนานนามสมาชิกชายอาวุโสของตระกูลมันเดลาอย่างให้เกียรติว่า "มาดิบา" ซึ่งยอดผู้นำแอฟริกาใต้ ได้รับรางวัลต่าง ๆ มากกว่า 250 รางวัลตลอดช่วงเวลา 4 ทศวรรษ รางวัลที่สำคัญที่สุดคือรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 1993 





"เสื้อแดง นัดชุมนุมใหญ่อยุธยา 10 ธ.ค"


เสื้อแดง นัดชุมนุมใหญ่อยุธยา 10 ธ.ค. แสดงจุดยืนต้านสุเทพ-ปกป้องรัฐบาล


เสื้อแดง นัดชุมนุมใหญ่อยุธยา




 เสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ 10 ธันวาคม 2556 ที่อยุธยา เพื่อแสดงจุดยืนในการปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หลังจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ เรียกร้องนายกฯ พระราชทาน โดยอ้างมาตรา 7 กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

        เมื่อวันที่ (5 ธันวาคม 2556) นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนํา นปช. กล่าวว่า การที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. อ้างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เพื่อขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7 เป็นการอ้างแบบวิปริต เพราะไม่สามารถนำเหตุการณ์ที่รัฐบาลเผด็จการทำรัฐประหารตัวเอง มาเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้

        ในเบื้องต้น คนเสื้อแดงจะรอดูท่าทีของนายสุเทพ ที่ประกาศจะเผด็จศึกรัฐบาลในวันที่ 6 ธันวาคม แล้วค่อยพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ยืนยันว่าจะปกป้องรัฐบาลถึงที่สุด ซึ่งในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ คนเสื้อแดงจะจัดชุมนุมใหญ่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อประกาศปกป้องรัฐสภาและรัฐบาลชุดนี้ คาดว่าจะมีคนเสื้อแดงมาร่วมชุมนุมหลายหมื่นคน

        ส่วนสาเหตุที่ไม่จัดชุมนุมในกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันเหตุความวุ่นวายในการเผชิญหน้ากัน ซึ่งที่ผ่านมา วิธีการของนายสุเทพ คือ การเดินตามรอย นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย แต่ขณะนี้นายสุเทพจนแต้มแล้ว จึงขอเตือนว่าในวันที่ 6 ธันวาคม ที่บอกว่าจะเผด็จศึกรัฐบาลนั้น อย่าไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิเด็ดขาด 

        ด้าน นางธิดา โตจิราการ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงการเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ นปช. หรือ UDD TV ผ่านทางดาวเทียมไทยคมระบบซี-แบนด์ (C-band) ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมความพร้อมด้านสถานที่หรือห้องส่ง ซึ่งตั้งอยู่ในห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว รวมถึงการจัดเตรียมผังรายการทีวี  โดยเบื้องต้นจะมีตนและแกนนํา นปช. รวมถึง ส.ส.พรรคเพื่อไทย มาร่วมจัดรายการ พูดคุยกับพี่น้องเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยทุกวัน อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นพ.เหวง โตจิราการ และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนํากลุ่มวันอาทิตย์สีแดง คาดว่าจะประกาศความชัดเจนให้ทราบในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ 
        สำหรับกำหนดการวันเปิดสถานีอย่างเป็นทางการนั้น จะเร่งดําเนินการเปิดให้ได้ภายในต้นปี 2557 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่กับคนเสื้อแดงทั่วประเทศ ส่วนการชุมนุมที่พระนครศรีอยุธยาคาดว่าจะมีคนเสื้อแดงเข้าร่วมชุมนุมไม่ต่ำกว่า 50,000 คน

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สาระน่ารู้ : เหตุการ 14 ตุลา วันมหาวิปโยค


สาเหตุ[แก้]

เหตุการณ์เริ่มมาจากการที่จอมพล ถนอม กิตติขจร รัฐประหารตัวเอง ในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 ซึ่งนักศึกษาและประชาชนมองว่า เป็นการสืบทอดอำนาจตนเองจากจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นอกจากนี้ จอมพล ถนอมจะต้องเกษียณอายุราชการเนื่องจากอายุครบ 60 ปี แต่กลับต่ออายุราชการตนเองในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดออกไป ทั้งพลเอก ประภาส จารุเสถียร บุคคลสำคัญในรัฐบาล ที่มิได้รับการยอมรับเหมือนจอมพล ถนอม กลับจะได้รับยศจอมพล และตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ประกอบกับข่าวคราวเรื่องทุจริตในวงราชการ สร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนอย่างมาก

พ.ศ. 2516[แก้]

29 เมษายน พ.ศ. 2516 เฮลิคอปเตอร์ทหารหมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบัติเหตุตกกลางทุ่งนาที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม มีนักแสดงหญิงชื่อดังในขณะนั้นคือ เมตตา รุ่งรัตน์ โดยสารไปด้วย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6 คน ในซากเฮลิคอปเตอร์นั้นพบซากสัตว์เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นซากกระทิงล่ามาจากทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวน สร้างกระแสไม่พอใจในหมู่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก หลังจากนั้น ปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายน นิสิตนักศึกษากลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติฯ 4 มหาวิทยาลัยได้ออกหนังสือชื่อ "บันทึกลับจากทุ่งใหญ่" จำหน่ายราคา 5 บาท จำนวน 5,000 เล่ม[1] เปิดโปงเกี่ยวกับกรณีนี้ ผลการตอบรับออกมาดีมาก จนขายหมดในเพียงเวลาไม่กี่ชั่วโมง และได้รับการขยายผลโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงในชมรมคนรุ่นใหม่ออกหนังสือชื่อ "มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ" ที่มีเนื้อหาตอนท้ายเสียดสีนายกรัฐมนตรี เป็นผลให้ ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดี สั่งลบชื่อนักศึกษาแกนนำ 9 คนซึ่งเป็นผู้จัดทำหนังสือ ออกจากสถานะนักศึกษา ทำให้เกิดการประท้วงจนนำไปสู่การชุมนุมระหว่างวันที่ 21–27 มิถุนายน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ท้ายสุด ศักดิ์ต้องยอมคืนสถานะนักศึกษาทั้ง 9 คน และศักดิ์ได้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

เริ่มต้นเหตุการณ์[แก้]

6 ตุลาคม มีบุคคลร่วมลงชื่อ 100 คน เพื่อเรียกร้องขอรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยบุคคลหลากหลายอาชีพ เช่น นักวิชาการ นักการเมือง นักคิด นักเขียน นิสิต นักศึกษา เป็นต้น จากนั้น บุคคลเหล่านี้ราว 20 คน นำโดย ธีรยุทธ บุญมี ได้เดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญตามสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เช่น ประตูน้ำ สยามสแควร์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยอ้างถึงใจความในพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 7 ที่ส่งถึงรัฐบาลเกี่ยวกับสาเหตุที่ทรงสละราชสมบัติ แต่ทางตำรวจนครบาลจับได้เพียง 11 คน และจับทั้ง 11 คนนี้ขังไว้ที่โรงเรียนตำรวจนครบาลบางเขน และนำไปขังต่อที่เรือนจำกลางบางเขน พร้อมตั้งข้อหาร้ายแรงว่า เป็นคอมมิวนิสต์ โดยห้ามเยี่ยมห้ามประกันเด็ดขาด จากนั้น ได้มีการประกาศจับก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และตามจับไขแสง สุกใสอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนมอีก เป็นผู้ต้องถูกจับทั้งหมด 13 คน โดยกล่าวหาว่า ไขแสงอยู่เบื้องหลังการแจกใบปลิวครั้งนี้ บุคคลทั้ง 13 นี้ถูกเรียกขานว่าเป็น "13 ขบถรัฐธรรมนูญ" เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความไม่พอใจครั้งใหญ่แก่มวลนักศึกษาและประชาชนอย่างมาก นำไปสู่การชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งขณะนั้นกำลังสอบกลางภาค แต่ทางองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ประกาศและติดป้ายขนาดใหญ่ไว้ว่า "งดสอบ" พร้อมทั้งยื่นคำขาดให้รัฐบาลปล่อยบุคคลทั้ง 13 ก่อนเที่ยงวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม แต่เมื่อถึงเวลาแล้ว รัฐบาลก็หาได้ยอมกระทำไม่
ก่อนหน้านั้น มีนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้เข้าพบ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ณ บ้านพักที่ย่านเอกมัย เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ได้เสนอว่า หากจะจัดการชุมนุม ควรจะจัดในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เพราะจะตรงกับวันที่มีตลาดนัดที่สนามหลวงด้วย จะทำให้ได้แนวร่วมเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก[2]

การจลาจล[แก้]

การเดินขบวนครั้งใหญ่จึงเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ออกไปตามถนนราชดำเนิน สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า มีแกนนำเป็นนักศึกษาและมีประชาชนเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก (คาดการกันว่ามีราว 500,000 คน) ระหว่างนั้น แกนนำนักศึกษาเข้าพบเจรจากับรัฐบาล และบางส่วนเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จนได้ข้อยุติเพียงพอที่จะสลายตัว แต่ด้วยอุปสรรคทางการสื่อสาร และมวลชนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากไม่อาจควบคุมดูแลได้หมด จึงเกิดการปะทะกัน ระหว่างกำลังตำรวจปราบจลาจลกับผู้ชุมนุม ที่บริเวณถนนราชวิถีตัดกับถนนพระราม 5 ช่วงหน้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งเป็นทางที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะใช้เดินทางกลับ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่ยอมให้ผ่าน เมื่อเวลาประมาณ 06:30 นาฬิกา ของวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม โดยการปะทะกันดังกล่าว บานปลายเป็นการจลาจล และลุกลามไปยังท้องสนามหลวง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และถนนราชดำเนินตลอดสาย รวมถึงย่านใกล้เคียง โดยในเวลาบ่าย พบเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่ง บินวนอยู่เหนือเหตุการณ์ และมีการยิงปืนลงมา เพื่อสลายการชุมนุม ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เชื่อว่า บุคคลที่ยิงปืนลงมานั้นคือ พันเอก ณรงค์ กิตติขจร บุตรชายของจอมพล ถนอม และบุตรเขยของจอมพล ประภาส ซึ่งคาดหมายว่าจะสืบทอดอำนาจ ต่อจากจอมพล ถนอม และจอมพล ประภาส
ต่อมาในเวลาหัวค่ำ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประกาศว่า จอมพล ถนอม ขอลาออกจากตำแหน่งแล้ว และมีพระบรมราชโองการ แต่งตั้งสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากนั้นไม่นาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระราชดำรัสทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยด้วยพระองค์เอง แต่เหตุการณ์ยังไม่สงบ กลุ่มทหารเปิดฉากยิงปืนเข้าใส่นักศึกษาและประชาชนอีกครั้ง หลังจากพระราชดำรัสทางโทรทัศน์เพียงหนึ่งชั่วโมง นักศึกษาพยายามพุ่งรถบัสที่ไม่มีคนขับ เข้าใส่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยผู้ชุมนุมนับพันยังไม่วางใจในสถานการณ์ จึงประกาศท้าทายกฎอัยการศึก ในเวลา 22:00 นาฬิกา และประกาศว่าจะปักหลักชุมนุม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตลอดทั้งคืน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ถูกหลอกอีกครั้ง จนกระทั่งในเวลาหัวค่ำของวันที่ 15 ตุลาคม ได้มีประกาศว่า จอมพล ถนอม จอมพล ประภาส และพันเอก ณรงค์ เดินทางออกนอกประเทศแล้ว เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง และวันที่ 16 ตุลาคม ผู้ชุมนุมและประชาชน ต่างพากันช่วยทำความสะอาด พื้นถนนและสถานที่ต่างๆ ซึ่งได้รับความเสียหาย[3]

หลังเหตุการณ์[แก้]

ภายหลังเหตุการณ์นี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและพระบรมวงศานุวงศ์ได้เสด็จเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บตามโรงพยาบาลต่าง ๆ และสำหรับผู้เสียชีวิต ได้พระราชทานเพลิงศพที่ทิศเหนือท้องสนามหลวง และอัฐินำไปลอยอังคารด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา อ่าวไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติให้ก่อสร้าง อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ขึ้นที่ สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง โดยกว่าจะผ่านกระบวนต่าง ๆ และสร้างจนแล้วเสร็จนั้น ต้องใช้เวลาถึง 28 ปี
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประชาชนต่าง ๆ จากหลายภาคส่วน โดยไม่มีนักการเมืองร่วมอยู่ด้วยเลย และใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นที่ร่าง เรียกกันว่า "สภาสนามม้า" นำไปสู่การเลือกตั้งในต้น พ.ศ. 2518 ช่วงนั้นเรียกกันว่าเป็นยุค "ฟ้าสีทองผ่องอำไพ" แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศยังไม่สงบ มีการเรียกร้องและเดินขบวนของกลุ่มชนชั้นต่าง ๆ ในสังคม ประกอบกับสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศรอบด้านจากการรุกคืบของลัทธิคอมมิวนิสต์และผลกระทบจากสงครามเวียดนาม แม้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ นำไปสู่เหตุนองเลือดอีกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ พ.ศ. 2519 คือ เหตุการณ์ 6 ตุลา
นอกจากนี้ เหตุการณ์ 14 ตุลา ยังนับเป็นการลุกฮือของประชาชนครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จในยุคศตวรรษที่ 20 และยังเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ภาคประชาชนในประเทศอื่น ๆ ทำตามในเวลาต่อมา เช่น ที่ เกาหลีใต้ในเหตุการณ์จลาจลที่เมืองกวางจู เป็นต้น[4]
พ.ศ. 2546 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเอกฉันท์กำหนดให้วันที่ 14 ตุลาคมของทุกปีเป็น "วันประชาธิปไตย" เป็นวันสำคัญของชาติ ในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ 30 ปี[5]

รายชื่อ 13 ขบถรัฐธรรมนูญ[แก้]

วิสา คัญทัพ นักศึกษาปี 3 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง